<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1078824903122080299</id><updated>2011-04-21T15:53:14.867-07:00</updated><title type='text'>topics-bunditg</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://topics-bunditg.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1078824903122080299/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://topics-bunditg.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>บัณฑิต ไกรวิจิตร, Bundit Grivijitr</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='30' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_BQi8lo7f94Y/SURriww38VI/AAAAAAAAAxw/BYG8hhp6N9g/S220/Gai.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>1</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1078824903122080299.post-9139905464960097110</id><published>2007-09-04T20:16:00.000-07:00</published><updated>2007-09-04T20:16:40.247-07:00</updated><title type='text'>ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้าง: การกดขี่ซ้อนทับต่อคนพลัดถิ่น (ผู้ลี้ภัยคาเร็นนี)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ โดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนสำเร็จการศึกษาจากคณะการศึกษาดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงที่ไม่เป็นทางการ ของผู้สำเร็จการศึกษาในภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่ควรนำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบบทความ บทความ "ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้างฯ" ได้รับการนำเสนอบทความในงานสัมนาเครือข่ายนักศึกษาปริญญาโททางด้านสังคมศาสตร์และมานุษยศาสตร์แห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2549 โดยมีนักวิชาการผู้รับเป็นผู้วิจารย์โดย อาจารย์พิเชษฐ์ สายพันธ์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ดำรงพล อินทร์จันทร์ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และได้รับทราบว่าบทความ "ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้างฯ" เพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับการสันบสนุนจาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (สกว.) และ สภาการวิจัยแห่งชาติ (สวช.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้างฯ" พัฒนามาจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียน ชื่อ "ชีวิตพลัดถิ่น: ผู้ลี้ภัยชาวคาเร็นนีจังหวัดแม่ฮ่องสอน" โดยได้รับความกรุณาช่วยเหลือจากอาจารย์ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ เป็นที่ปรึกษาผู้ควบคุมการเขียนวิทยานิพนธ์ และมีกรรมการผู้ดูแลดังนี้ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี (leader), อาจารย์ ดร.ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ (committee) และ อาจารย์ ดร.เดชา ตั้งสีฟ้า (committee)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเวลาที่ยาวนาน 6 เดือน ในชุมชนพลัดถิ่นคาเร็นนี อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอเมืองที่แปลก ตั้งอยู่ชายแดน ไทย-พม่า สภาพสังคมอยู่อาศัยกันอย่างมีความสุข เป็นสังคมที่มีความสงบอย่างยิ่ง ซึ่งแตกต่างจากสังคมที่ผู้เขียนพักอาศัยอยู่ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้รับข่าวร้ายๆ ไม่ว่าจะฝ่ายใดเป็นฝ่ายสูญเสีย ผู้เขียนมักจะจินตนาการรื้อฟื้นความหลังถึงสถานที่ อันเป็นที่บ่มเพาะให้ผู้เขียนสำเร็จการศึกษา ผ่านมาแล้วสำหรับการเข้าพื้นที่ภาคสนามวันแรกๆ ในเดือนมิถุนายน 2547 ย่างเข้าหน้าฝน เช่นวันนี้ ฝนที่นั่น ชื่นใจ บางครั้งกราดเกรี้ยว แต่ก็หาที่หลบได้อย่างสบายใจ แต่ฝนที่นี่ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในภาคสนาม คนภายนอกคงนึกไม่ถึงว่า ชุมชนพลัดถิ่น ที่ผู้เขียนใช้เรียกแทน refugees camp ของ UNHCR และใช้เรียกแทน "ชุมชนพลัดถิ่นของผู้ลี้ภัยชั่วคราวจากสงคราม" ของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนัยยะของการใช้คำเรียกแทนที่ว่า เขาไม่ใช่เพียงแค่ลี้ชั่วคราว แต่ดูเหมือนว่า นับได้ 22 ปี แล้ว ที่เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นในประเทศไทย อาจจะกึ่งถาวรสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในเงื่อนไขกึ่งถาวรก็คือ ผู้ที่ยังดิ้นรนหาพื้นที่อื่นๆ ที่จะรับเขาไว้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม ซึ่งเป็นสังคมที่เมื่อเขาก้าวเข้าไปก็จะกลายเป็นคนอื่นในสังคมนั้นและอยู่ที่นั้นจนวันตายต่อไป และก็จะกลายเป็นคนของที่นั้นอย่างสมบูรณ์ ส่วนสำหรับคนที่อยู่ในสุสานในอ้อมกอดของคริสติ์จักรแผ่นดินไทย หรือในหลุมฝังศพในพิธีกรรมประเพณีเดิม หรือตายไปโดยไม่มีใครรู้ใครทราบ ณ ที่แห่งหนึ่ง และเถ้าตะกอนจากพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ ไม่มีใครสงสัยว่าเขาได้รับสิทธิ์ใดในการเป็นส่วนหนึ่งกับแผ่นดินแม่ฮ่องสอนแห่งประเทศไทย พื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย ที่เขาอยู่ก่อนตายแม้จะอยู่มา 20  ปี แผ่นดินนี้ (เรา, รัฐบาลของเรา) ก็ยังไม่เคยยอมรับ เขาไม่ใช่คนของที่นี่ จากการปฏิบัติของเราและรัฐบาลที่มีต่อเขา มันก็สื่อนัยถึงการขัดขวางไม่ให้เขาที่จะสามารถรู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนของที่นี่ ที่นี่เป็นของเขา แต่เมื่อเขาตายไป อย่างที่สิ้นสุดแล้วเขาได้ก้าวไปสู่การเป็นของกันและกันระหว่างแผ่นดินประเทศไทยและซากห่อหุ้มตัวตน ที่เปื่อยสลาย เป็นส่วนเดียวกัน จนไม่มีใครสามารถฉุดเขาออกมา ไล่ให้เขาไปที่ไหนได้ ไม่ว่าจะไล่ให้ไปตายในสงครามที่บ้านเดิมของตนหรือบ้านของพ่อแม่ (คนจำนวนมากเกิดในชุมชนพลัดถิ่นจนเติบโตเป็นหนุ่มสาว)หรือจะไล่ไปประเทศอื่นๆ (โปรดดู Derrida: Monolingualism of the Other, 1998) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อหวลละลึกถึงเรื่องนี้ ผู้เขียนก็ได้แง่คิดต่อความตายของตนเองแต่ในอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ การตายจากตัวตนเดิมจาก พิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน "การเกิดใหม่" คือการตายจากไปและเกิดใหม่ในตัวตนของนักมานุษยวิทยา อย่างประเพณีของนักมานุษยวิทยาอาชีพ ทั้งนี้ด้วยความถ่อมตน ผู้เขียนมิอาจกล้าที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับนักมานุษยวิทยารุ่นก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และขอลดความการมีตัวตน เท่าที่มีก็เพื่อแสดงขับเน้น ชีวิตของกลุ่มคนที่ผู้เขียนสัมผััสให้ได้มีบทแสดงออกมาในสังคมไทยและโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการสุดท้าย ผู้เขียนต้องการอธิบายว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ มาก ที่ถึงแม้คนแม่ฮ่องสอนและข้าราชการ จะไม่รับคนพลัดถิ่นให้เข้ามาอยู่อาศัยอย่างเปิดกว้างทั้งหมด แต่ก็มีการมอบน้ำจิตน้ำใจดีงามอย่างมากมายให้แก่พวกเขา ผู้เขียนมักขัดข้องใจเป็นอย่างมากเมื่อได้อ่านงานวิชาการที่วิจารย์อย่างไม่เข้าใจและใช้ทัศนคติด้านเดียว ด้านที่จะสร้างภาพแสดงแทนความเป็นเหยื่อ ที่ถูกทารุณกรรมจากแผ่นดินแม่และการถูกทารุณกรรมจากแผ่นดินอื่น หรือแผ่นดินเพื่อนบ้าน โดยไม่ให้ความยุติธรรมใดๆ ต่อตัวละครที่มักถูกป้ายสีวาดภาพให้เป็นปีศาจ และในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนยังสงสัยต่อวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาในแวดวงวิชาการและสื่อมวลชน ว่าปีศาจ และเหยื่อ เหล่านั้นมีความหนักแน่นมากน้อยแค่ไหน ในทุกพื้นที่ ที่มีชุมชนพลัดถิ่นอาศัยอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายผู้เขียนขอขอบคุณ ผู้ที่สนับสนุนให้ผู้เขียนสามารถเข้าไปอยู่ที่นั้นได้ ขอบคุณผู้ช่วยเหลืออื่นๆ ขอบคุณชีวิตทุกชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในวิทยานิพนธ์และบทความนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="font-style:italic;"&gt; &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้าง: &lt;br /&gt;  การกดขี่ซ้อนทับต่อคนพลัดถิ่น (ผู้ลี้ภัยคาเร็นนี)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัณฑิต ไกรวิจิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนพลัดถิ่นชาวคาเร็นนีได้ถูกบังคับย้ายถิ่น ถูกเนรเทศและถูกถอนรากออกจากชุมชนเดิม กระจัดกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ บางส่วนถูกย้ายไปยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ภายในประเทศพม่า จำนวนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในป่ากระจัดกระจาย บางส่วนถูกบังคับให้อยู่ภายในค่ายที่ทหารพม่าดูแลเพื่อตัดกำลังสนับสนุนของประชาชนที่ให้แก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่า กลุ่มคนที่ไม่สามารถอดทนต่อการกดขี่ภายในค่ายที่ทหารพม่าบังคับควบคุมตลอดจนกลุ่มที่อยู่อาศัยในป่าที่รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ได้หลบหนีย้ายข้ามพรมแดนรัฐชาติไทยเข้ามาอยู่อาศัยภายในชุมชนพลัดถิ่น ที่รัฐบาลไทยเรียกว่า "พื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยจากสงคราม" ในชุมชนพลัดถิ่นผู้นำของชาติคาเร็นนีสามารถต่อรองกับรัฐบาลไทย สหประชาชาติและองค์กรช่วยเหลือนานาชาติ ในการเป็นผู้จัดระบบและปกครองตนเองได้โดยมีการออกกฎหมายในการปกครองตนเอง จัดระบบการแจกจ่ายปัจจัยยังชีพ ระบบการศึกษา ระบบความยุติธรรม การควบคุมกำลังคน โดยกลุ่มผู้นำได้เกณฑ์ผู้ลี้ภัยให้เข้ามาอยู่ในระบบปกครองของกลุ่มต่อสู้เพื่อการปลดแอกและปกครองตัวเองในรัฐคาเร็นนีจากรัฐบาลพม่า โดยที่การปริหารจัดการได้มีการใช้กลยุทธิ์ต่าง ๆ เพื่อทำให้คนพลัดถิ่นคาเร็นนีกลายมาเป็นพลเมืองของชาติคาเร็นนีในแผ่นดินอื่นและถูกปกครองโดยรัฐพลัดถิ่นคาเร็นนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชุมชนพลัดถิ่น" (diasporic community) ถูกก่อตั้งขึ้นมาจากผู้คนที่อพยพย้ายถิ่นจากมาตุภูมิโดยไที่ไม่สามารถเดินทางกลับได้และมีจิตนาการถึงการกลับไปยังบ้านเมืองเดิม (Safran 2003; Osten Wahlbeck 2002; Klimt 2002; Sheffer 1995) ชุมชนพลัดถิ่นตั้งอยู่อย่างแปลกแยก ท่ามกลางความแตกต่างจากภายในชุมชนและแตกต่างจากชุมชนอื่น ๆ ใกล้เคียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสามารถเรียกคนภายในชุมชนนั้นได้ว่าพวกเขาคือ "คนพลัดถิ่น" เพราะหากรวมเวลาที่พวกเขาได้เข้ามาอยู่อาศัยอย่างแปลกแยกจากสังคมไทยและไม่สามารถเดินนางกลับบ้านได้ก็นานถึง 20 ปี หากจะอธิบายว่า พวกเขาเป็นเพียงผู้ลี้ภัย (refugees) และอาศัยอยู่ในชุมชนผู้ลี้ภัยหรือ ค่ายผู้ลี้ภัย ก็นานเกินกว่าที่จะสามารถเรียกได้เช่นนั้น (บัณฑิต ไกรวิจิตร, 2549: 63) อีกทั้งรัฐบาลก็ได้สร้างภาษาเรียกที่เป็นการตรึงตอกย้ำ กดขี่และสมรู้ร่วมคิดกับการกดขี่โดยภายในชุมชนว่า "พื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยจากสงคราม" บทความนี้ต้องการนำเสนอในเรื่องของการกดขี่และการถูกกดขี่โดยในชุมชนพลัดถิ่นภายใต้โครงการสร้างชาติคาเร็นนีในแผ่นดินอื่น ที่พวกเขาได้ใช้ทรัพยากรในการต่อสู้มาจากชีวิตและความเจ็บปวดของผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยและได้กลายเป็นคนพลัดถิ่นในชุมชนพลัดถิ่นโดยมีประสบการณ์และสำนึกที่พลัดถิ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าพวกเขาจะผ่านประสบการณ์จากการเดินทางและมาลงหลักปักฐานในชุมชนพลัดถิ่น แต่พวกเขาก็ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองยังคงต้องเดินทางต่อ เดินทางหมุนเวียนระหว่างสังคมไทยกับชุมชนพลัดถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง เพื่อการดิ้นรนทางเศรษฐกิจแสวงหาความอยู่รอดโดยอาศัยชุมชนพลัดถิ่นเป็นสถานที่ฝากพ่อแม่ครอบครัว และมีเป็นจำนวนมากที่จากไปไม่หวนกลับคืน พวกเขาจะรู้ว่าต้องเดินทางต่อดังนั้นพวกเขาจึงมีความรู้สึกแปลกแยกในการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนพลัดถิ่น และกระบวนการในการรวมเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและชาติคาเร็นนี ก็ไม่สามารถทำให้เขาสามารถเข้าไปได้ด้วยกระบวนการที่เป็นปัญหาของผู้นำชุมชนชาติคาเร็นนีเอง และผู้เขียนคำนึงถึงประสบการณ์ของการเดินทางจากการถูกถอนรากและการติดตั้งตัวเองหยั่งรากในชุมชนทั้งชุมชนพลัดถิ่น ชุมชนในสังคมไทย และทุก ๆ ที่ พวกเขาติดตั้งตัวเองลงบนการเดินทาง เป็นสำนึกของการพลัดถิ่น ดังที่ Avtar Brah อธิบายว่า คนพลัดถิ่นหยั่งรากกับการเดินทาง (Brah 1996: 182-4) ดังนั้นในความรู้สึกของคนพลัดถิ่นเขาจึงมีความรู้กในการเป็นส่วนหนึ่งกับหลาย ๆ สถานที่ หรือมีจินตนาการถึงบ้านที่แตกต่างกัน พวกเขาครอบครองตำแหน่งแห่งที่ในความเป็นผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยสงคราม ผู้ถูกเนรเทศ ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาจึงเป็นจินตนาการในจิตใจ ที่หาสิ่งยึดเหนี่ยวแต่ไม่สามารถจับไว้ได้อย่างมั่นคง (Brah 1996: 1-11) ในจินตนาการคนพลัดถิ่นเขามีหลากหลายสถานที่ (multi-planceness) ที่เขาจะอิงในการดำเนินชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่มากมายแตกต่างตำแหน่งแห่งที่ เช่น บ้านจากชุมชนเดิม บ้านที่อยู่อาศัยปัจจุบัน และบ้านที่เขาจินตนาการว่าจะเดินทางไปต่อ บ้านที่หลากหลายได้หล่อเลี้ยงความรู้สึกของความต้องการที่จะเดินทางกลับบ้านที่เขาถูกบังคับหรือจำใจที่จะต้องจากมา (Hall 1986: 183) แต่เนื่องด้วยบ้านที่เขาพักอาศัยอยู่ในชุมชนพลัดถิ่นก็เกิดความลักลั่นของการเข้าเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่พอดีกับตัวตนของเขา อัตลักษณ์ที่มีหลากหลายและขัดแย้งกันเอง จึงเหมือนมีจินตนาการที่หลอนระหว่างความเป็นชาติคาเร็นนีและการที่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่สามารถเป็นได้ มีทั้งความเจ็บปวดจากการถูกบังคับให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนี และความเสียใจจากการถูกผลักออกเพราะความแตกต่างของชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและยากที่จะอธิบายออกมาได้ พื้นที่ทางกายภาพชุมชนพลัดถิ่นที่มีแนวคิดของชาติคาเร็นนีซ้อนอยู่จึงไม่สามารถสวมใส่ได้พอดี ดังนั้นโครงการชาติคาเร็นนีจึงเป็นเครื่องมือสำหรับการตัดแต่งร่างกายของชาติ การตัดสิ่งล้นเกินสำหรับชาติ ความไม่พอดี และอัตลักษณ์ที่มากมายเกินไป และโดยตลอดเวลานั้นพวกเขาต้องเผชิญกับคำถามของคนอื่น และคำถามที่เขาต้องตอบต่อตัวเองว่า ทำไมเขาถึงต้องอยู่ที่นี่ และเมื่อไหร่ถึงจะเดินทางต่อ (Morley and Chen 1996: 485) พวกเขาอาจจะต้องค้นหาคำตอบที่เหมาะสมซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์ และในตัวตนที่สวมใส่ความเป็นชาติคาเร็นนีที่เป็นเพียงจากหลาย ๆ ตัวตนที่เขาได้แสดงออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากจะอธิบายถึงชาติคาเร็นนี หมายถึงกลุ่มคนและบุคคลที่เข้าอยู่เป็นส่วนหนึ่งในความเป็น  ชาติคาเร็นนี คือกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้ป้ายชื่อเดียวกัน แต่ก็ปราศจากอธิปไตยในฐานะรัฐชาติ อะไรที่มีการประกาศความเป็นชาติคาเร็นนี ก็โดยการบังคับให้เข้าร่วม จูงใจ ชักชวน โดยพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน ผ่านระบบการศึกษา การประกาศการฝึกอบรมบ่มเพาะ รวมถึงการฝึกให้ชาติปรากฏผ่านร่างกายด้วย ในกรณีนี้การแต่งกายที่ถูกต้องตามค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นมรดกตกทอดความเป็นชาติ มีความเหมาะสมกับชาติที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีอิทธิพลสูงสุดของชาติได้ ชาติได้เข้ามาจัดการการแต่งกายให้เหมาะสมสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งของชาติและแสดงความเป็นผู้มีชาติ ทั้งสองประการเป็นสิ่งเดียวกัน การแต่งกายของสมาชิกหรือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีก็คือการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ ความภักดีที่มีต่อชาติที่ถูกสร้างขึ้น และเป็นพลเมืองของศาสนาคริสต์ ถึงแม้จะยังไม่ได้นับถือ แต่หากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติที่มีศาสนาคริสต์เป็นสัญลักษณ์ก็จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามหากไม่เช่นนั้นก็จะต้องมีราคาที่จ่ายออกไปค่อนข้างสูง (บัณฑิต ไกรวิจิตร, 2549: 123-6 และ Dudley, 2001: 33-43)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ถึงแม้จะอธิบายถึงการใช้ชื่อชาติคาเร็นนีแต่ในที่นี้ไม่ได้ยกเว้นสำหรับชาติคาเร็น ไทใหญ่ และชาติอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการต่อสู้แข่งขันเพื่อให้ได้ชาติจากเนื้อนาดินต่างแดนมาตุภูมิ หรือระเหเร่ร่อนในพื้นที่ที่เคยเป็นชาติตนเอง นั่นหมายความรวมถึงชาติต่าง ๆ ที่มีชาติแต่ปราศจาก อธิบไตย อาณาจักร ขอบเขตของรัฐ สำหรับความรู้สึกของกลุ่มคนที่ไม่มี “รัฐ” แต่ต้องการ “รัฐ” แสวงหา ต่อสู้เพื่อให้ได้ “รัฐ” แต่ก็ไม่สามารถที่จะมี “รัฐ” ได้ จึงอยู่อย่างเป็นพลเมืองที่ไร้รัฐปกครอง (statelessness) เป็นเรื่องที่ทำให้ต้องรู้สึกโศกเศร้าเป็นอย่างมาก ลักษณะเช่นนี้ แตกต่างจากสังคมบางลักษณะ เช่น บางกลุ่มที่ไม่รู้จักชาติ และนิยามชาติ (Nation) แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้คนที่มี “ชาติ” เป็นศูนย์กลาง การจินตนาการสถาบันทางสังคมที่ไม่มีรัฐเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก (Gellner 1983: 5-6) แต่องค์กรชุมชน ที่เป็นชนเผ่า (tribal organization) แม้นจะมีอยู่ (exist) แต่อยู่ในลักษณะที่ไร้รัฐ (stateless) ดังนั้นแนวความคิดที่ว่า เป็นมนุษย์จะต้องมีชาติ ไม่สามารถไร้ชาติได้จึงเป็นการยัดเยียดจินตนาการแบบสมัยใหม่เข้าไปเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดที่สะท้อนได้ดี คือ มนุษย์จะต้องมีสัญชาติ (Nationality) เช่นเดียวกันกับที่เป็นคน ที่ใบหน้าของเราจะต้องมีจมูก และมีใบหูสองข้าง หากบกพร่องสิ่งใดไปเพราะสูญเสียอวัยวะไป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วหากคนเราเลือกได้ เราก็ต้องการที่จะมีอวัยวะครบถ้วน และนี่คือปัญหาของชาตินิยม ซึ่งหากไม่มีชาติก็จะรู้สึกสูญเสีย หรือเหมือนกับเหตุการณ์      ที่เป็นโศกนาฏกรรม ทั้ง ๆ ที่ ชาติไม่ใช่สิ่งเฉพาะเจาะจงที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือไม่ได้เป็นมรดก ของมนุษยชาติ แต่มันก็มาปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเป็นจริงแล้ว “ชาติ” มีความไม่แน่นอน และ ประการต่อมา “ชาติ” ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเสมอไป การยึดถือชาตินิยมเป็นหน้าที่ที่ยึดถือต่อกันและกัน หากไม่มีสิ่งหนึ่ง ก็จะรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์หรือบกพร่อง เช่นร่างกายที่ไม่สมประกอบ ถึงไม่มีก็ได้ แต่หากขาดไปหรือถูกทำลายไปจึงเหมือนกับโศกนาฏกรรม (tragedy) (Gellner 1983: 6)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่อธิบายจากย่อหน้าข้างต้นจะเห็นว่ามาจากการชักจูงโดยส่วนใหญ่ เช่น ผ่านการประกาศ หว่านล้อม ให้เห็นดีเห็นงาม แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการกดขี่ บังคับ คนที่ฝืน คนที่ไม่สมัครใจ คนที่ไม่เข้าใจ คนที่ต่อต้านการเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีอยู่ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยัดเยียดชาติคาเร็นนีแทนชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายให้เข้ามาอยู่ภายใต้ป้ายชื่อเดียวกันคือ "ชาติคาเร็นนี" เหมือนดังคำอธิบายของ Derrida ที่แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการใส่เครื่องหมายยัติภังค์ ("...") ในการให้ความสำคัญกับคำที่อยู่ในนั้นแต่มันไม่สามารถที่จะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างไม่เกิดขึ้นมาได้ เช่น ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความน่ากลัว ความสูญเสีย หรือการเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิตในอดีตของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้กระทั่งการสอบสวน การขู่กรรโชกจากผู้มีอำนาจและจากความสัมพันธ์ทางสังคมในการปรารถนาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนี เพียงแค่ "ยัติภังค์" มันไม่เพียงพอที่จะปิดกั้น ไม่สามารถที่จะอุดรอยรั่ว หรือต่อต้านไม่ให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ หรือปิดกั้นห้ามไม่ให้เกิดความเจ็บปวด ปิดกั้น อุดเสียงหนวกหูรบกวนจากอาวุธร้าย ระเบิดทำลายล้าง เครื่องบินรบที่ทำลายล้างมนุษย์ได้ (โปรดดู Derrida, 1996: 11)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกลุ่มคนที่ไม่สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในชาติ หรือภายในเครื่องหมายที่โอบล้อมคำชาติคาเร็นนี เช่น “ชาติคาเร็นนี” หรือหากเข้าไปก็เข้าไปโดยการบังคับ หรือทำให้ต้องยอมจำนน สูญเสียเสรีภาพ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนต่อรองกับการหายไปของความหิวโหยของตนเองและครอบครัว แลกเปลี่ยนกับการอยู่ในสถานที่กักขังที่โอบล้อมพวกเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่มีทั้งความหมายของสถานที่พักพิงอยู่อาศัยที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบ้านลี้ภัยหรือสถานที่กักบริเวณสำหรับคนที่ทุกข์โศรกเศร้าจากความสูญเสีย ลูก สามี พ่อแม่ และคนที่รักทั้งหลาย สำหรับคนที่ถูกถอนรากจากบ้านในประวัติศาสตร์ (Brah 1996: 243) คนที่ถูกขับไล่ให้ต้องอยู่อย่างหนีตาย และหวังได้อย่างมากที่สุดว่าจะรอดชีวิตและสุขสบายกว่าการเสี่ยงยืนเผชิญกับความตาย ความกลัว หากไม่เลือกเข้ามาอยู่ในสถานที่ลี้ภัย เขาก็ต้องยืนอยู่ระหว่างเขาควายของความตาย ไม่ว่าหันไปทางใดก็สามารถทำให้เขาเกิดความสูญเสีย หรืออึดอัดทั้งจากรัฐชาติที่ถูกจัดว่าเป็นศัตรูร่วม และจากผู้นำกลุ่มปลดแอกที่สร้างความชอบธรรมในการอ้างความชอบธรรมจากความสูญเสียของพวกเขา (ที่บ่อยครั้ง ร่างกายที่พิการ สภาพที่โดดเดี่ยวจากการสูญเสียคนอันเป็นที่รักได้กลายเป็นทรัพยากรของชาติในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การสร้างชาติ ต่อสู้ และรับการสนับสนุนจากชุมชนนานาชาติ) หรือเป็นคนที่ร่อนเร่หางานแอบซ่อนในซอกหลืบ เหลื่อมเขา ริมห้วยลำธารที่พ้นสายตาของผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมายจัดการกับผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ในแง่นี้ สถานที่ลี้ภัยได้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยยัติภังค์โดยเรียกว่า “ค่ายผู้ลี้ภัย” หรือ “สถานที่พักพิงชั่วคราวของผู้หลบหนีภัยสงคราม”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาไม่สามารถที่จะอยู่อย่างมีความสุข ไม่สมศักดิ์ศรีของคนที่เป็นคนเช่นเดียวกันกับคนในสังคมที่เขาไปพักอาศัย อะไรทำให้เกิดความแตกต่าง อะไรทำให้เกิดการกีดกันพวกเขา และใครบ้างที่สมรู้ร่วมคิดและเล่นกลกับการต้อนรับพวกเขาในฐานะที่เป็นแขกแห่งชาติให้กลายเป็นตัวประกัน สำหรับการสร้างเกียรติ์ของชาติผู้เจริญหรือการสร้างชาติคาเร็นนี และการแสดงบทบาทแทรกแซงด้านมนุษยธรรมโดยองค์กรนานาชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ไม่สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชาติจากนิยามชาติ ภายในพื้นที่ในยัติภังค์ที่โอบล้อมชาติ พวกเขาได้กลายเป็นส่วนล้นเกิน (surfeit) พวกเขากลายเป็นส่วนที่ยื่นหรืองอกออกไปจากอัตลักษณ์ที่ทำให้รุงรังรบกวนอัตลักษณ์ชาติคาเร็นนี (richness of identity) เพราะสิ่งบ่งชี้ความเป็นชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ภาษาที่หลากหลาย การแต่งกายที่แตกต่างมากมาย และป้ายบอกชื่อที่มากเกินไป เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยภายในอาณาบริเวณอดีตรัฐคะยาห์หรืออีกชื่อหนึ่งคือรัฐคาเร็นนีนั้นมีถึง 12 กลุ่มชาติพันธุ์ (บัณฑิต ไกรวิจิตร, 2549: 46-9 และ Lehman, 1967) ดังนั้นชาติคาเร็นนีจึงเป็นชาติที่ลดความหลากหลายและตัดส่วนเกิน ส่วนงอก หรือสิ่งพะรุงพะรัง ถึงแม้ชาติจะประกอบขึ้นมาจากคนที่หลากหลายวัฒนธรรมก็ตาม ในแง่มุมนี้ Derrida ได้ให้คำอธิบายว่า betray a disorder of identity... (Derrida 1996: 14) หรือการกลับด้านการที่ไม่ได้เป็นอย่างที่มันแสดงเป็นจากอัตลักษณ์ที่ยุ่งเหยิง หรืออัตลักษณ์ที่ยุ่งเหยิงและทรยศต่อของมันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนได้นำคำของ Derrida เพื่อมาสนับสนุนให้แก่การค้นพบและสิ่งที่ต้องการอธิบายของผู้เขียน โดย คำว่า betray a disorder of identity สามารถยกตัวอย่างได้ เช่น จากการนิยามคนที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีนั้นไม่ได้เพียงนิยามผ่านการเป็นส่วนหนึ่งในทางวัฒนธรรม ภาษา หรือการมีประวัติศาสตร์ร่วมกันเท่านั้น ความเป็นคนในสังกัดของชาติคาเร็นนีไม่สามารถที่จะครอบคลุมคนจากที่มาที่หลากหลายได้ทั้งหมด ที่แตกต่างหลากหลาย และการเป็นพลเมืองก็ไม่ใช่แค่เพียงการถูกรับรองอย่างเป็นทางการเท่านั้น หรือไม่ใช่แค่เพียงแค่ประสบการณ์ของคนที่ลอยอยู่เหนือโครงสร้างส่วนบนของความเป็นทางการของชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และนอกจากนี้ก็ไม่ใช่การเป็นส่วนหนึ่งของชาติอย่างไม่แน่นอน หรือเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น หรือจากการข่มขู่ แต่การเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีคือการประดิษฐ์ขึ้นมาซึ่งมันมากกว่าสิ่งที่อธิบายข้างต้นมาทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาติคาเร็นนีที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อเดินทางเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของชาติพลัดถิ่น ในชุมชนพลัดถิ่นหรือค่ายผู้ลี้ภัย สถานที่ลี้ภัย โดยการถอน หรือพยายามถอน พวกเขาออกจากความเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนเดิม ชาติพันธุ์เดิม ศาสนาเดิม โดยไม่มีการสอบถามความเห็นเพื่อสร้างความยอมรับ จากการเดินทางโดยขนสัมภาระข้ามชายแดนเข้ามาในประเทศไทยเพียงแค่ 2 ก.ม. เขาก็พบกับชุมชนพลัดถิ่น ที่นั้นให้การต้อนรับ พวกเขาได้กลายเป็นพลเมืองผู้ลี้ภัย และได้กลายเป็นพลเมืองของชาติคาเร็นนีด้วย คือชาติที่ปราศจากรัฐ ไม่มีอาณาเขตปกครอง คือรัฐพลัดถิ่น (บัณฑิต ไกรวิจิตร, 2549: 103) ที่มีที่ทำการในประเทศต่างแดน ทุกอย่างได้ไหลไปอย่างต่อเนื่องมา 20 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังคำอธิบายว่าเขาได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนพลัดถิ่น และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้ลี้ภัยสากล การได้รับสถานะของผู้ลี้ภัยเป็นไปโดยอัตโนมัตหลังจากข้ามชายแดนและจดทะเบียนโดย สหประชาชาติและผู้นำชุมชนพลัดถิ่น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้นำชาติคาเร็นนี และพื้นที่นี้เองก็ได้เกิดการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีตัวตนแบบใหม่จากการ บังคับ/พร้อมใจ ซึ่งเช่นเดียวกับที่ Stuart Hall เสนอในเรื่อง คนพลัดถิ่นที่อยู่ในสถานการณ์ของความแปลกแยกต่อทุกสิ่งในโลกรอบตัว พื้นที่ภายในของตัวเองคือส่วนที่กันเก็บไว้ให้ไปอยู่ชายขอบจากตนเอง คือความเป็นชายขอบที่ซ้ำซ้อน หรือชายขอบเชิงซ้อน (double marginalited) คือการปิดตัวเองเพื่อที่จะเป็นคนอื่นตลอดเวลา อาจจะดูเหมือนว่าเขาไม่มีอะไรที่จะยึดครองได้ในโลกทางวัตถุ และสังคม แต่ที่จริงแล้วเขาได้ยึดคลองพื้นที่ที่น้อยหรือเล็กที่สุด ตัวตนในพื้นที่ชายขอบซ้ำซ้อน Hall เรียกว่า minimal self คือตัวตนในขั้นต่ำสุด เกือบจะไม่มีตัวตนไม่ว่าจะมาจากการรังเกียจตัวเอง สิ่งที่เคยเป็นตัวเอง ที่เคยครอบครอง หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยมี สิ่งนี้จึงทำให้เขาได้กลายเป็นคนอื่นได้ตลอดเวลา แต่ก็มีแรงต้านจากภายในในบางครั้งเพราะสังคมที่เขาเข้าไปอยู่มันไม่สามารถพอเหมาะพอดีกับเขา เขาไม่สามารถกลายเป็นอื่นได้ทั้งหมด การปิดตัวเองคือความสามารถกลายเป็นคนอื่นได้ การกลายเป็นคนอื่นที่คล้ายกับคนที่เขาเข้าไปอยู่ร่วมสังคมคือความสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งได้ แต่ในบางครั้งหรือตลอดเวลาเขารู้ว่าตัวเองไม่ใช่ หรือไม่สามารถที่จะเป็นคนในท้องถิ่นนั้นได้ และในคำอธิบายของ Derrida คือการกลายเป็นอื่นจากตัวเอง และเรียกว่า disorder of identity คือมีทั้งความชื่นชมยินดีที่ได้เป็น และมีการห้ามยับยั้งตัวตนเดิมหรือการขวางและกล่อมไม่ให้เขาระลึกถึงตัวตนเก่า (Derrida, 1996: 17)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชั้นแรกผู้นำชุมชนพลัดถิ่นได้พยายามรวบรวมความรู้สึกสูญเสีย ที่มาจากความทรงจำของพวกเขา และนำมันมาปิดกั้น กดขี่พวกเขาอีกครั้ง อีกครั้ง และต่อไป โดยใช้วิธีการต่าง ๆ โดยการจัดระบบความทรงจำใหม่เป็นความทรงจำทางสังคมลักษณะหนึ่ง เรียกว่า มายาคติประวัติศาสตร์ (Malkki, 1997) และผลักให้พวกเขากลับไปยังอีกด้านหนึ่งจากชุมชนคือกลับไปสู่การทวงคืนแผ่นดินมาตุภูมิ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากที่มันเคยเป็น แต่เป็นมาตุภูมิของชาติคาเร็นนีที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น ในอีกฝั่งหนึ่งของชายแดน แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงจินตนาการ ในอดีตพวกเขาเคยขวัญกระเจิง หนีตาย สูญเสียจากสงคราม แต่ที่ชุมชนพลัดถิ่นได้สร้างให้พวกเขาเกิดความกล้า หรือโดยการบังคับให้เขาเดินทางย้อนกลับไปสู่การสู้รบในสงครามอีกครั้ง ซึ่งการเดินทางกลับไปไม่ยากนักเพราะชายแดนไทยและกองทัพคาเร็นนีอยู่ห่างจากชุมชนพลัดถิ่นเพียงแค่ 2 ก.ม. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำชาติคาเร็นนีใช้เหตุผลที่ตรงข้ามกับรัฐบาลพม่า เช่นพม่ากดขี่ทำลายชุมชน บังคับย้ายถิ่น ทารุณกรรมด้วยความโหดร้าย ทำให้ครอบครัวแตกสลาย สูญเสียทรัพย์สิน ที่ดิน สูญสิ้นความหวัง แต่การกระทำของผู้นำชุมชนพลัดถิ่น ได้กดขี่ บังคับ จูงใจและอาจจะใช้กำลังถึงความตาย ให้เขาเป็นพลเมืองของชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้าง และปิดกั้นไม่ให้ความเศร้าของพวกเขาทำให้จมอยู่กับอดีต จมอยู่กับความสับสนของวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ภายในชุมชนพลัดถิ่น โดยการเดินทางกลับไปทวงคืนแผ่นดินมาตุภูมิ พวกเขาชาวชุมชนพลัดถิ่นมีที่มาที่แตกต่างหลากหลายภายใต้ชื่อเรียกเดียวกันว่า คาเร็นนี คนที่อยู่ภายในอาณาบริเวณที่เคยถูกเรียกว่ารัฐคะยาห์ และหรือรัฐคาเร็นนี ซึ่งจริง ๆ พวกเขามีกลุ่มต่าง ๆ แบ่งได้เป็น 12 กลุ่ม คือ  1.Greater Padaung 2.Lesser Padaung 3.Kekhu 4.Bre 5.Southern Bre 6.Nortern Bré 7.Kayah 8.Yantalai 9.Geba 10.Zayein 11.Paku (Sgaw) และ 12.Chan หรือไทใหญ่ (Lehman, 1967) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาเริ่มต้นจากชะตากรรมของความสูญเสีย สิ้นหวัง สิ่งนี้เองได้กลายเป็นทรัพยากรที่นำมาใช้ในการกดขี่ซ้ำซ้อน และใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลพม่า โดยที่เขาไม่สามารถที่จะพูดหรือปฏิเสธ เขาได้แต่เพียงแลก แลกกับอิสรภาพ แลกกับการส่งลูกไปรับการศึกษาเพื่อกลายเป็นพลเมืองของรัฐพลัดถิ่น ที่สร้างความหวังในชาติที่จะมีอธิปไตย เป็นชุมชนพลัดถิ่นในจินตนาการ (บัณฑิต ไกรวิจิตร, 2549: 12-13, 15, 27-28, 98, 101), (Brah, 1996: 196), (Hall 1986, 136) ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเป็นจริงได้เมื่อไหร่ สิ่งที่เขาได้รับมาจากการแลกคือ ความช่วยเหลือจากนานาชาติด้านอาหาร สาธารณสุข เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และโอกาสที่จะสามารถไปยังประเทศอื่นที่ความเป็นอยู่จะดีกว่าในชุมชนพลัดถิ่นในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการทำความเข้าใจปรากฏการณ์คนพลัดถิ่นภายใน "ค่ายผู้ลี้ภัย" ผู้ศึกษาเห็นว่านักวิชาการควรที่จะตระหนักและรับฟังเสียงที่แตกต่างจากการสร้างขึ้นมาโดยวาทกรรมของรัฐชาติพันธุ์ธิปไตย ระบอบรัฐชาติพันธุ์ธิปไตย (ethnocratic state) (Brown 1994: 33) คือ อย่างเช่นรัฐบาลพม่าพยายามที่จะดำรงความชอบธรรมในทางการเมืององค์กรเดียว โดยไม่มีคู่แข่งจากรัฐชาติพันธุ์ และในขณะเดียวกัน ชาติพันธุ์อื่นที่แข่งขันก็พยายามสร้างการเมืองเชิงชาติพันธุ์ของตนเองเข้าต่อสู้ โดยต่างก็เปิดทางยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นเข้าเป็นพลเมืองหรือเข้าสู่กองทัพ โดยใช้เงื่อนไขของการผสมกลมกลืน (assimilation) เข้าสู่ศูนย์กลางกลุ่มชาติพันธุ์โดยแลกเปลี่ยนประโยชน์ทางการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ (Brown 1994: 36) ต่างก็พยายามสร้างอุดมการณ์รัฐชาติพันธุ์ธิปไตยผ่านวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา เพื่อครอบงำหรือมีอิทธิพลในชาติพันธุ์ที่มีอำนาจเหนือภายใน รัฐชาติพันธุ์ธิปไตย โดยการบังคับยัดเยียดอัตลักษณ์แห่งชาติ ที่ถึงแม้จะมีความหลากหลายชาติพันธุ์ (multi-ethnic society) แต่ทำให้ดูเหมือนมีชาติพันธุ์เดี่ยว (mono-ethnic) (Brown,1994: 37) สถาบันของ รัฐชาติพันธุ์ธิปไตย ทั้งกฎหมาย และโครงสร้างทางการเมืองสนับสนุนการรักษาและบังคับเพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ให้มีอำนาจปกครองโดยลำพัง ดังนั้นการที่จะเข้าสู่การเมืองของ รัฐชาติพันธุ์ธิปไตย โดยกลุ่มชาติพันธุ์ คาเร็นนีและกะเหรี่ยงพุทธ กะเหรี่ยงคริสต์ และอื่น ๆ มีความจำเป็นที่จะต้องผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมเข้ากับวัฒนธรรมหลัก (Brown 1994: 37-8) ดังนั้นในแง่มุมดังกล่าวมาแล้ว หากนักวิชาการให้ความสนใจที่เท่าเทียมกันก็จะพบการกดขี่ในหลายรูปแบบ ทรราชย์ที่มีหลายระดับ โครงสร้างของความโหดร้ายที่แผ่ซ่านอยู่ในหลายปริมณฑล ไม่ใช่เพียงแค่การได้มาซึ่งรัฐจะทำให้พวกเขาปลดปล่อยความทุกข์ไปได้ เพราะความเป็นจริงนั้นมันโหดร้ายยิ่งนักและมันยังผ่านการคลุมด้วยม่านมายาของการประดิษฐ์คำ ความหมายซ่อน และปิดกั้นไว้ในพื้นที่ยัติภังค์ "ชาติคาเร็นนี" "ชาติพม่า" "ชาติไทย" และชาติอื่น ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้ความใส่ใจและตระหนักรับรู้โดยผ่านการสนทนาที่พวกเขาใช้ภาพร่างของความทรงจำที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ขณะที่การแสดงความทรงจำของพวกเขาได้ออกมานั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติแต่เกิดขึ้นบนพื้นที่ของความสัมพันธ์ (space of relation) คือความสัมพันธ์ของความคิดที่เกิดขึ้นจากการอธิบาย ดังคำที่ Derrida อธิบายว่าเป็นการพูดจากการเมืองของความสัมพันธ์ (speak of a political of relation) ที่มันเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน (martyrdom) ที่ Derrida อธิบายผ่านประวัติชีวิตของตนเองว่าเขาเกิดมาเป็นคนที่เป็นส่วนหนึ่งกับบางอย่างแต่ไม่สามารถเป็นได้ในบางอย่าง และมันได้ถอนเขาออกมาจากการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้น โดยที่เขาไม่ได้รับความเมตตาหรือเขาไม่สามารถมีความเข้าใจในเหตุผล และปราศจากความเห็นใจจากผู้ตัดสิน เขาไม่สามารถที่จะพูดหรืออธิบายเรียกร้องอะไรได้เลยจากแหล่งที่มาของการตัดสินใจในสิทธิของการเป็นพลเมืองฝรั่งเศส การเกิดหรือกำเนิดบนโลกและเป็นส่วนหนึ่งของชาติใดชาติหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ดำรงอยู่ในคุณค่าอื่นที่เป็นอื่นด้วย (on the other cost) ที่เขาต้องเลือกโดยที่ปราศจากความเข้าใจ ที่ยังคงทุกข์ทรมาณและเจ็บปวดจากการเลือกนั้นและยังถูกตรวจสอบความเป็นตัวตนและการเลือกอยู่ตลอดเวลา (Derrida 1996: 19)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของหญิงชราคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนพลัดถิ่นนับสิบปี ทั้ง ๆ ที่ภายในชุมชนคนที่เข้ามาอยู่นานแล้วก็จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แต่เธอและลูก ๆ ยังคงนับถือศาสนาที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ การไม่นับถือศาสนาเดียวกันกับคนที่มีอำนาจเขาก็ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ด้วยระยะเวลานานหลายปีของการอยู่ในชุมชน เนื่องจากขาดสารอาหาร และฝุ่นที่มีมากทำให้หญิงชราผู้นั้นตาบอดสนิทมองไม่เห็น เขาพูดกับผู้เขียนด้วยความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจ ร้องไห้เป็นเวลานานว่าที่เขาต้องมีความทุกข์มากกว่าคนอื่นที่พลัดถิ่น ถูกทำร้าย สามีเสียชีวิต บ้านถูกเผา อีกทั้งเมื่อมาอยู่ในประเทศไทยก็ยังตาบอดเป็นเพราะเขาไม่มีพระเจ้า (God) เช่นเดียวกันกับคนอื่นใช่ใหม ?  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออีกกรณีหนึ่งผู้หญิงชราถูกสามีทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเขาได้รับความเห็นใจจากคนจำนวนมากช่วยเหลือ โดยเฉพาะจากคนที่นับถือศาสนาคริสต์ จากคนที่แต่งกายทันสมัยไม่กี่วันเขาก็ละทิ้งเสื้อผ้าของตนเองทั้งหมดไปทั้ง ๆ ที่ เขารักษามันไว้หลังจากที่มาอยู่ในชุมชนพลัดถิ่นถึง 12 ปี ท่ามกลางความงุนงงของลูกสาวของเขาที่ยังคงสวมใส่ชุดประเพณีเดิม เพราะสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว การข่มขืนผู้หญิงจากผู้ชาย และโดยเฉพาะผู้ชายที่มีอำนาจทางการเมืองภายในชุมชน และชาติคาเร็นนี เกิดขึ้นอยู่ประจำ การบังคับให้บริจาคข้าวสารเป็นภาษีเพื่อนำไปขายในตลาดมืดและนำเงินไปสนับสนุนการรบกับพม่า มันเกิดขึ้นอยู่อย่างเป็นปกติ การกีดกันคนที่ยังคงสวมใส่ชุดประเพณีและทำให้เกิดความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนพลัดถิ่นทั้งหมด และยิ่งหากต้องการจะหนีไปจากสภาพชุมชนเช่นนี้ไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่นับถือพระเจ้าเป็นเรื่องยากเหลือเกิน และขณะที่ยังสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูไม่งดงาม และถูกดูถูกจากทั้งผู้หญิงและชาย ภายในชุมชน จะทำให้ไม่สามารถได้รับการยอมรับ ดังนั้นการเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีที่ถูกต้องที่มาจากการประกาศและส่งเสริม และการกีดกันถอดออกโดยผู้นำชาติ คือการสร้างประดิษฐ์เสื้อผ้าประจำชาติ นำประเพณีมาปรับปรุงใหม่ที่สามารถใช้เสริมความเข้มแข็งสามัคคีและกลายเป็นตัวตนใหม่ อัตลักษณ์แห่งชาติคาเร็นนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือตัวอย่างกรณีหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่เคยประกาศทั่วไปว่ามีความเป็นชาตินิยมคาเร็นนี เขาจะต่อสู้เพื่อให้ชาติคาเร็นนีเป็นอิสระปกครองตนเองและหลังจากนั้นประมาณอีก 6 เดือน เขาถึงเล่าให้ฟังอีกลักษณะหนึ่ง ว่า ตัวเขาเองและแม่ไม่หวังอะไรมากขอเพียงแค่อยู่กันพร้อมหน้า ขณะนั้นพี่ชายของเขาถูกล่ามโซ่ให้สู้ตายกับพม่าอีกฟากหนึ่งของชายแดนที่ไม่ไกลจากชุมชนพลัดถิ่น และยังเล่าให้ฟังถึงระบบการคอรับชั่นของผู้นำชุมชนพลัดถิ่นที่ได้รับประโยชน์จากองค์กรเอกชนที่ปล่อยปละละเลย ทำให้มีระบบการยักยอกและส่งของขายตลาดมืดเป็นระบบที่ใหญ่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และกรณีคนพิการมีชีวิตที่อยู่ไปวัน ๆ อย่างโดดเดี่ยวภายในชุมชนพลัดถิ่นมากมาย และรวมถึงคนบ้าที่มาจากสาเหตุต่าง ๆ และโดยเฉพาะความไม่สามารถทำใจได้กับชุมชนพลัดถิ่น ร่ำร้องที่จะกลับไปยังบ้านเมืองเดิมทั้ง ๆ ที่มันไม่อยู่อีกต่อไป และยังมีอีกมากมายที่มาจากความลักลั่นไม่ลงตัวของการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชาติคาเร็นนีในขณะที่เขายึดครองความเศร้าและเจ็บปวด หิวโหยอาหาร และความรู้สึกผิดต่อความบกพร่องในความสามารถที่จะหาอาหารมาประทังความหิวของคนในครอบครัว รวมถึงการเอาเปรียบที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาเหล่านี้ต้องเลือกในสถานการณ์ที่ตัวเองกำหนดอะไรไม่ได้ เลือกและแลกกับการยังชีพในชุมชนพลัดถิ่นในสถานที่ที่รัฐบาลไทยซึ่งเป็นเจ้าบ้านได้มอบให้แก่พวกเขาอยู่ชั่วคราว ซึ่งจากการอ้างถึงจริยธรรมอันเป็นสากลนานาชาติ ในความเป็นเจ้าบ้านที่มอบให้แก่พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านผู้ที่หนีลี้ภัยจากสงครามข้ามพรมแดนรัฐชาติ ความเป็นเจ้าบ้านที่ต้อนรับแก่ผู้ที่มาเยือน (hospitality) เจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับ (welcome) และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนว่าเป็นบ้านของตัวเอง (Derrida, 1999) คนที่หนีมาด้วยความทุกข์และได้เลือกที่จะเข้ามาอยู่อาศัยพื้นที่ที่รัฐบาลไทยจัดให้ว่าเป็นสถานที่ลี้ภัย และเรียกพื้นที่นั้นว่า "พื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยจากสงคราม" และในภาษาสากลเรียกว่า "refugee camp" เป็นการเปิดประตูธรณีให้แก่ผู้ที่หนีจากสงครามและองค์กรนานาชาติ สหประชาชาติเข้ามาดูแลพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในทางกลับกันนั้นพวกเขากลับถูกปฏิบัติที่ประหนึ่งเหมือนว่าได้ย้ายเข้ามาภายในค่ายกักกันเพื่อปิดกั้นไม่ให้พวกเขารุกล้ำเข้าไปภายในของประเทศ และให้กลุ่มผู้นำของชาติคาเร็นนีเข้ามาจัดการบริหารดูแลพลเมืองพลัดถิ่นของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพื้นที่ชุมชนพลัดถิ่นพวกเขาไม่สามารถเลือกได้อย่างอิสระ ไม่สามารถเลือกในสิ่งที่ต้องการเป็นหรือเลือกที่จะรักษาความทรงจำของตนเองโดยไม่เจือปนไปด้วยความทรงจำที่ถูกจัดระบบใหม่จากชาติคาเร็นนีได้ พื้นที่ชุมชนพลัดถิ่นได้กลายเป็นชุมชนที่บ่มเพาะนักรบที่มีความเกลียดชังและต้องต่อสู้กับกองทัพพม่า จากชาวบ้านที่ถือจอบเสียมกลายเป็นคนที่ถืออาวุธร้ายแรงทำลายคน ชุมชนพลัดถิ่นที่กลายเป็นแหล่งของการสะสมกำลังคนเพื่อต่อสู้ทางการทหารได้มีชื่อเรียกว่า "ชุมชนนักรบผู้ลี้ภัย" ยกตัวอย่างการจัดการชุมชนผู้ลี้ภัยชาวเขมรในประเทศไทยที่รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการสู้รบในเขมรด้วย หรือกรณีของผู้ลี้ภัย Afghans ที่ได้ฝึกเป็นนักรบ Mujahedin จากสหรัฐอเมริกา และที่อื่น ๆ (Suhrke, 1995: 33, 133), (Zolberg, Suhrke and Aguayo, 1989: 255-8) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์กรนานาชาติและรัฐบาลไทยต่างก็รู้ถึงปัญหาดังกล่าวแต่ไม่เข้าไปจัดการแต่อย่างใด มีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ได้ใช้การรับพลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านไว้ในสถานที่กักกันภายใต้คำอธิบายด้านสิทธิมนุษยชนแต่ที่จริงแล้วรับรู้ว่าสถานที่ลี้ภัยนั้นได้เป็นพื้นที่สำหรับผลิตนักรบ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านที่รับให้พวกเขาผู้ที่ถูกเนรเทศออกมาจากประเทศเข้ามากักและสนับสนุนให้เข้มแข็งทางการรบ ก็เพื่อลงโทษประเทศเพื่อนบ้านทางการเมือง (Zolberg, Suhrke and Aguayo, 1989: 273) สหประชาชาติและนานาชาติมักจะแสดงบทบาทอย่างยุ่งเหยิงระหว่างการแสดงความสนใจในมนุษยธรรมและการบริหารงานภายในประเทศและนโยบายต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนนานาชาติ (Sutter, 1990) ทั้ง ๆ ที่สามารถที่จะให้ความเป็นอยู่ ความอบอุ่นและรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาปราศจากความกลัว รวมถึงเงินช่วยเหลือที่ส่งมาเพื่อช่วยเหลืออาหาร สาธารณสุข การศึกษา ในความเป็นจริงสหประชาชาติ นานาชาติและรัฐบาลประเทศไทยสามารถที่จะทำให้ ความช่วยเหลือที่มีต่อพวกเขาเหล่านั้นได้รับอย่างพอเพียงไม่ขาดแคลนและอดอยากเช่น กรณีคนพลัดถิ่นคาเร็นนีจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยไม่ให้สิ่งช่วยเหลือที่มีลงไป เป็น เงิน สิ่งของยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง ถ่านหุงข้าว ถั่ว เสื้อผ้า เข้าไปหมุนเวียนในตลาดมืดแล้วถูกนำกลับไปเป็นอาวุธที่ทำร้ายพวกเขาอีกครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่รัฐบาลไทย สหประชาชาติ และองค์กรเอกชนนานาชาติสามารถที่จะทำได้ อย่างเช่น ย้ายชุมชนให้เข้ามาในประเทศไทยให้ลึกมากยิ่งขึ้นเพื่อตัดการติดต่อกับกองทัพคาเร็นนีฝั่งพม่า ที่ควรตัดก็เพราะพวกเขาเจ็บปวดมามากเกินไป สูญเสียมามากเกินไป หากเขาเลือกที่จะเข้ามาอยู่ในสถานที่ลี้ภัยก็ควรที่จะได้รับความสงบและสามารถฟื้นฟูจิตใจเพื่อสร้างอนาคตที่ดีต่อไป ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการสมรู้กันทางการเมืองทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ การที่รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ดังกล่าวว่าคือ "พื้นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ" แต่พื้นที่นี้กลับเป็นพื้นที่แห่งการผลักพวกเขากลับไปเผชิญความตายอีกครั้ง และต่อ ๆ ไป ไม่สิ้นสุด การกระทำที่โหดร้ายแต่อยู่ภายใต้ป้ายแสดงความมีมนุษยธรรมที่เป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมของสหประชาชาติ การใส่ชื่อที่ดูมีความเมตตาไม่สามารถที่จะปิดกั้นเสียงร้องของความเจ็บปวดของพวกเขาได้หรืออาจจะปิดกั้นไม่ให้คนอื่น ๆ หรือสาธารณชนได้ยินแต่ก็ไม่สามารถอุด ปิดกั้นขวางไม่ให้พวกเขาเศร้าเสียใจและระทมในความทุกข์ของเขาได้ ไม่สามารถลดความอึดอัด ความเครียดของคนที่เลือกที่จะมาอยู่ที่นี่และคิดว่าเป็นเมืองของคนหนีภัยการสู้รบ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจจะดูเหลือเชื่อแต่เกิดขึ้นจริงใน "พื้นที่พักพิงชั่วคราวของผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือการอธิบายในเชิงภารกิจของผู้นำชาติคาเร็นนีในภารกิจของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระต่อรัฐบาลพม่า โดยการกระทำต่อคนที่ได้เกณฑ์มาด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ยัติภังค์ "ชาติคาเร็นนี" สิ่งที่สามารถปิดกั้นและทำเป็นไม่รู้จากทุกคนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการ สื่อมวลชน ที่เห็นว่าสิ่งนั้นคือวีรกรรมของวีรบุรุษ และเป็นหน้าที่ของคนที่มีความกล้าหาญที่พึงทำ เพื่อความภักดีและความศรัทธาที่มีต่อการปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์เล็ก ๆ คือ ความต้องการของพวกเขาที่จะไม่หวาดผวาจากสงคราม ไม่ต้องการถูกพรากครอบครัวไปไหนอีกแล้วภายหลังการสูญเสียเมื่อไม่นานมานี้ ความต้องการพักฟื้นจิตใจจากสงครามและความเจ็บปวดสิ้นหวังในสถานที่กักกันมานับยี่สิบปี เสียงร่ำร้อง แห่งความเจ็บปวดเหล่านี้ นักวิชาการอาจจะได้ยิน แต่เสียงอื่นได้กลบเสียงพวกเขาไปเสีย เป็นเรื่องของการคำนึงถึงเหตุผลอื่นที่มีมาก่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็กระทำด้วยป้ายชื่อสิทธิมนุษยชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนต้องการอธิบายว่า มันต่างกันมากในเรื่องของการปฏิบัติในด้านจริยธรรมและมันได้ถูกทำให้คลุมเครือในด้านการใช้คำในภาษา เช่นดังที่ Derrida อธิบายเกี่ยวกับ ความเป็นเจ้าบ้าน กับการกักพวกเขาเป็นตัวประกัน (hospitality and hostage) การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับการไม่แทรกแซงทางการเมือง การรักษาอธิปไตยกับจริยธรรมสากลของการให้ที่พักพิงแก่ผู้บริสุทธิ์ทางการเมืองผู้เดือดร้อนจากภายสงครามโดยเฉพาะกับเพื่อนบ้าน และการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจรัฐเพื่อการปกครองตนเองได้อย่างอิสระของชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารที่โหดร้ายและทำลายพลเมืองของตนเอง โดยพักที่จะกล่าวถึงเสียงอื่น ๆ เสียงเล็ก ๆ หรือเสียงเดี่ยว แต่กลับปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม ไม่มีการออกความเห็นถึงการกดขี่ประชาชนจากทรราชตัวน้อยมีแต่การกล่าวถึงทรราชตัวเบิ้ม ไม่ค่อยมีเสียงนักวิชาการไทยที่เข้าไปสัมผัสความทุกข์ยากของพวกเขามีแต่เสียงร้องที่เขาหรือนักวิชาการต้องการได้ยินถึงความกล้าหาญที่ต่อกรกับรัฐบาลพม่า หากคนที่เข้าไปสัมผัสกับพวกเขาตระหนัก ฟัง และรับรู้ ก็จะได้ยินเสียงอีกหลาย ๆ เสียง ที่มากกว่าเสียงที่ตนเองได้ยิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรณีดังกล่าวงานของผู้เขียนจึงแตกต่างจากงานของ เดชา ตั้งสีฟ้า (2547) ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับรัฐที่ผู้ถูกบังคับอพยพย้ายถิ่นมีความต้องการรัฐ ความเป็นจริงในพื้นที่ศึกษาของเดชาก็มีกลุ่มคนที่ปฏิเสธ และหนีการปกครองของ KNU อยู่เป็นจำนวนมากจากการศึกษาภาคสนามพบว่าตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี-ตาก จนถึงแม่ฮ่องสอนมีทั้งกะเหรี่ยงคริสต์ กะเหรี่ยงพุทธ คาเร็นนี (ในหลาย ๆ กลุ่มย่อย) กระจัดกระจายและซ่อนตัวจากทหาร KNU กองทัพกะเหรี่ยงแดง พม่า และเรื่องน่าสลดใจมากของกลุ่มชาติพันธุ์ปะโอ ที่บุตรหลานของพวกเขาเมื่อโตพอที่จะถืออาวุธได้ก็จะถูกบังคับเกณฑ์ไปเป็นทหารจากหลาย ๆ กลุ่ม เช่น กะเหรี่ยงคริสต์-พุทธ, คาเร็นนี ไทใหญ่ ว้าแดง หรือแม้แต่พม่า เว้นแต่เด็กที่บวชเป็นเณรในศาสนาพุทธจึงไม่ถูกบังคับไปเป็นทหาร เรื่องเหล่านี้ไม่ปรากฏในงานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะงานของพรพิมล ตรีโชติที่ศึกษาเรื่องพม่ามาอย่างยาวนานแต่ก็มีงานของปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2548)  ที่อธิบายให้เห็นถึงการกดขี่ กีดกันของชาติไทใหญ่ที่มีต่อผู้หญิง และความพยายามของผู้หญิงที่แสดงออกในการต่อสู้โดยการสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่โดยใช้วิธีการข้ามรัฐชาติ-ภาษา จากกรณีใบอนุญาตข่มขืนของทหารพม่า ดังนั้นโดยรวมนักวิชาการไทยยังไม่ให้ความสนใจในการศึกษาการกดขี่ซ้ำซ้อนโดยผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์เท่าไหร่นัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จากงานวิชาการต่างประเทศอย่างเช่น ของ Grundy-Warr และ Siew Yin (2002) และ ซึ่งอธิบายว่าเป็นการติดกับดักของความเป็นรัฐ 'statehood' ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้นำชาติที่ต่อต้านพม่าก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับรัฐบาลพม่าที่เก็บภาษีจากประชาชนที่มาจากการค้าข้ามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (Rajah, 1990; Grundy-Warr, 1993) (Grundy-Warr and Siew Yin: 2002) และผู้นำกลุ่มต่อต้านพม่าก็เป็นเช่นเดียวกัน และตัวอย่างกรณีของกองทัพกะเหรี่ยง KNU  พวกเขาคิดว่าตัวเองคือตัวแทนที่ถูกต้องโดยรวมของกะเหรี่ยงทั้งหมดรวมถึงรัฐคาเร็นนี พวกเขาคือองค์กรทางการเมืองระดับชาติ และมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีความภาคภูมิในและศรัทธาและเข้าร่วมกับกองทัพของ KNU เช่น เป็นทหาร ครู หน่วยพยาบาล ผู้บริหารงาน และราชการที่เป็นตัวแทนให้แก่ KNU ซึ่งพวกเขาก็มีความสุขที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำในสองสามด้านคือ สิทธิพิเศษ ได้รับการยกเว้นภาษี และในขณะเดียวกัน KNU ก็ได้ออกกฎที่ให้ครอบครัวทุกครอบครัวที่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมกองทัพ ครอบครัวละ 1 คน หากครอบครัวใดไม่สามารถส่งมาได้ก็จะต้องจ่ายภาษีที่แพงมาก หรือทำหน้าที่เป็นฝ่ายขนส่งแบกของ (Cusano, 2001: 142-3) ในกรณีดังกล่าวหากพวกเขาอาศัยอยู่ใกล้กับกองทัพ KNU ก็จะจ่ายภาษีให้แก่ KNU แต่หากอยู่ใกล้กับกองทัพพม่าก็ต้องจ่ายให้กับพม่าและบางชุมชนต้องจ่ายให้ทั้งสองทาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาเรื่องความสับสนของประชาชนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มใดเป็นเรื่องที่ซับซ้อนภายหลังจากการให้อิสระภาพแก่ประเทศพม่าของอังกฤษช่วงหลังอาณานิคม ผลผลิตสำคัญหนึ่งของระบอบการปกครองอาณานิคมก็คือ ได้สร้างกับดักของกรอบคิดเกี่ยวกับ “อาณาเขต” (territorial trap) ที่มาจากการทำให้ พื้นที่รัฐชาติ และอาณาเขตอธิปไตยของรัฐชาติเป็นรูปธรรมมีความชัดเจน (Grundy-Warr and Yin 2002) อย่างเช่นการมีแนวเขตที่แบ่งพื้นที่ปกครองชัดเจนได้ตัดแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์ออกเป็นส่วน ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มต่าง ๆ ของรัฐคาเร็นนีมีกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยถึง 12 กลุ่มชาติพันธุ์ และได้แบ่งกลุ่มกะเหรี่ยงออกมาจากอำนาจปกครองของ KNU และแบ่งกลุ่มไทใหญ่ออกมาจาก Chan แต่ในที่สุดก็ยังประสบปัญหาในเรื่องความภักดีของประชาชนเพราะมีประชาชนจำนวนมากเพิ่งจะรู้จักชาติคาเร็นนีเมื่อเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนพลัดถิ่นนี้เอง (Dudley, 2001) และนี่คืออีกปัญหาหนึ่งที่ซ้อนอยู่กับปัญหาอื่น ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพื้นที่ชุมชนพลัดถิ่นจึงเป็นแหล่งของการกดขี่ซ้อนทับ เป็นสถานที่ของการจับกุม คุมขัง ปิดกั้นผู้มาเยือน ที่เจ้าบ้านมอบให้แก่คนหนีภัยเข้ามาด้วยความเดือดร้อน โดยอ้างถึงแหล่งจริยธรรมของรัฐบาลนานาชาติ ในวาทกรรมของสากลนิยมดังนั้นคนคาเร็นนีพลัดถิ่นจึงดำรงสภาพเป็น "ตัวประกันสากล" และชุมชนพลัดถิ่นเป็นพื้นที่ที่คุณค่าสองประการขัดแย้งกันเอง คือความเป็นเจ้าบ้านที่อบอุ่นที่เปิดประตูให้แก่เพื่อนบ้าน และการรักษาปกป้องอำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ กลายเป็นความขัดแย้งกันระหว่างการรักษาอธิปไตยกับการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน (Beck, 2002: 64) ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคำสองคำสามารถที่จะแทนกันได้ ทั้ง ๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามจากหลักปฏิบัติ คือ บ้านที่เข้าไปพึ่งพาพักอาศัย กับการจับกุมคุมขังเป็นตัวประกัน (host and hostage) (Derrida, 1996: 20) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนพลัดถิ่นคาเร็นนีไม้ได้ครอบครอง อัตลักษณ์ ภาษา ชาติ วัฒนธรรมและอื่น ๆ ไว้อย่างสูงสุดและอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาจะต้องการหรือไม่ เขาไม่สามารถรักษามันไว้ได้หรือจัดการมันในความสัมพันธ์ในส่วนอื่น ๆ อัตลักษณ์แห่งชาติที่ถูกทำให้ดูเหมือนว่ามันมีอยู่มานานหรือเป็นธรรมชาติ เพราะชาติจะให้สาระสำคัญออกมาได้ก็ได้โดยจากการมีความสัมพันธ์ (articulate)  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความสมเหตุสมผลของชาติคาเร็นนีถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เป็นการสร้างภาพหลอนทางการเมือง (of politicophanasmatic constructions)  เพราะอัตลักษณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครอบครองไว้ มีไว้เป็นส่วนหนึ่งโดยธรรมชาติ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของการแสร้งทำ ผ่านการกระทำชำเรา จากการแย่งชิงทางวัฒนธรรม ด้วยสิ่งนี้เองที่เป็นวิธีการที่เป็นแก่นของสาระสำคัญของการปกครองและปรับลักษณะให้เหมาะสมในการยัดเยียดมันให้กลายเป็นของพวกเขาเอง (Derrida, 1996: 23)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ทำให้กลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ ที่เคยถูกประกาศอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ในรัฐคาเร็นนี และได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันโดยการบังคับและทักษะขั้นสูงที่ทำให้คนพลัดถิ่นคาเร็นนีเชื่อตาม หรือพิศวงแปลกใจ ผ่านสุนทรพจน์ โรงเรียน หรือการกระทำในกองทัพ ระเบียบวินัย ที่ทำให้มันพอเพียงในการเป็นชาติ สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตามที่ทำให้คนพลัดถิ่นเข้าใจหรือโดยผ่านการแสดงการกระทำ หรือโดยการพูด การสร้างเงื่อนไข ความเป็นพลเมืองของชาติคาเร็นนี ภาษา การแต่งกาย และอื่น ๆ และในที่สุดมันอาจจะถูกแสดงออกมาว่าพวกเขามีความสุขและยอมรับมันดังเหมือนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเขาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ภายในจิตใจของพวกเขาจำนวนมากของคนพลัดถิ่น (ผู้เขียนตระหนักดีว่าไม่ใช่ทุกคน) รู้สึกแปลกแยกอย่างยาวนานมานับ 20 ปี เป็นความแปลกแยกที่ทนทานที่แสดงปรากฏออกมาด้วยอาการขาด ไม่พอดี ไม่ครบ และเหลือ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดความแปลกแยก แต่ในในอีกด้านหนึ่งแล้วพวกเขาไม่ขาด เพียงแต่เต็มไปด้วยความขาด ความไม่พอดี ความต้องการที่เรียกร้องอยู่ทั้งภายในใจและที่แสดงออกมาโดยการเรียกร้องหรือต่อต้านมันแบบไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำชุมชนต้องการ ในกรณีนี้ผู้หญิงภายในชุมชนพลัดถิ่นพวกเขาตระหนักดีว่าการแต่งกายตามบรพบุรุษของตนเองคือการค้ำชูวัฒนธรรม ศีลธรรม ของความเป็นคะยาห์ เบรห์ ฯลฯ ที่มีความจำเป็นกว่าการสวมใส่ชุดประเพณีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยผู้นำชาติคาเร็นนีที่พยายามทำให้เป็นแบบมาตรฐานและถูกต้องดีงามตามสมัยนิยมของผู้เจริญและแสดงอัตลักษณ์เพียงบางประการของชาติพันธุ์ที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐคาเร็นนีคือกลุ่มชาติพันธ์คะยาห์ และศาสนาคริสต์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรณานุกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดชา ตั้งสีฟ้า (2547) มองผ่านดวงตาของกะเหรี่ยง "คนอื่น": สู่วิธีวิทยาเพื่อการศึกษาผู้ถูกบังคับย้ายถิ่นในพื้นที่ระหว่าง ไทย-พม่า, วารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บัณฑิต ไกรวิจิตร (2549) ชีวิตพลัดถิ่น: คนคาเร็นนีที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (2548) บทความเสนอในงานประชุมทางวิชาการครั้งที่ 4 เรื่องวัฒนธรรมไร้อคติ ชีวิตไร้ความรุนแรง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรพิมล ตรีโชติ (2542) ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; English&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Aristide R. Zolberg, Astri Suhrke, Sergio  Aguayo (1980) Escape from Violence: Conflict and the Refugee Crisis in the Developing World. New York: Oxford University Press, 1989.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Brah, Avtar (1996) Cartographies of Diaspora : Contesting Identities. London: Routledge.  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Brown, David (1994) The State and Ethnic Politics in Southeast Asia. London: Routledge.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Chris Cusano (2001) 'Burma: Displaced Karens Like Water on the Khu Leaf.' in (edited.) Marc Vincent and Btigitte Refslund Soronsen Caugh Between Borders: response Strategies of the Internally Displaced, London, Pluto Press: 130-171.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Dell, Elitzabeth and Dudley, Sandra. (2003) Textiles from Burma. Chicago : Art Media  Resources.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Derrida, Jacques (1998) Monolingualism of the other, or, The prosthesis of origin., Translated by Patrick Mensah., Stanford, Calif:  Stanford University Press.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Derrida, Jacques (1999) Adieu: To Emmanuel Levinas., Translated by Pascale-Anne Brault and Michael Naas., Stanford, Calif:  Stanford University Press.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Dudley, Sandra (2001) “Material Culture and Notions of “Home” in a Nationalist and Refugee Context on  the Thai–Burma Border.” Unpublished paper presented at the Annual Conference of the European Association of Southeast Asian Studies, London, 6 September.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gellner, Ernest (1983) Nations and nationalism. Oxford: Basil Blackwell.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Hall, Stuart (1993) 'Minimal Selves', in Studying Culture: An Introductory Reader. Gray, A and McGuigan, J ,eds. London: Edward Arnold.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Hall, Stuart [1986] (1996) "The Problem of Ideology: Marxism Without Guarantees." in Stuart Hall: Critical Dialogues in Cultural Studies. David Morley and &lt;br /&gt; Kuan-Hsing Chen, eds.  London: Routledge.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Klimt, Andrea  (2002) "Argument across the Portuguese Speaking World: A Discursive Approach to Diaspora." Diaspora 11: 2 (2002) :145 - 162.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Lehman, Frederick K. (1967) 'Burma: Kayah Society as a Function of the Shan Burma Karen Conflict.'  in Contemporary Change in Traditional Societies., J. Steward, ed. Urbana: University of Illinois.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Malkki, Liisa Helena (1995) Purity and Exile : violence, memory, and national cosmology among Hutu refugees in Tanzania., Chicago: University of Chicago Press.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Safran, William (2003) "Recent French Conceptualizations of Diaspora." Diaspora 12 : 3 (2003) : 437-441.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Sheffer, Gabriel (1995) "The emergence of new ethno-national diasporas," Migration 28 (1995) : 5-28.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wahlbeck, Osten (2002) "The concept of diaspora as an analytical tool in the study of refugee communities." Journal of Ethnic and Migration Studies.Vol.28, No.2 (April 2002): 221-238&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1078824903122080299-9139905464960097110?l=topics-bunditg.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://topics-bunditg.blogspot.com/feeds/9139905464960097110/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1078824903122080299&amp;postID=9139905464960097110' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1078824903122080299/posts/default/9139905464960097110'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1078824903122080299/posts/default/9139905464960097110'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://topics-bunditg.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='ชาติคาเร็นนีที่เพิ่งสร้าง: การกดขี่ซ้อนทับต่อคนพลัดถิ่น (ผู้ลี้ภัยคาเร็นนี)'/><author><name>บัณฑิต ไกรวิจิตร, Bundit Grivijitr</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='30' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_BQi8lo7f94Y/SURriww38VI/AAAAAAAAAxw/BYG8hhp6N9g/S220/Gai.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry></feed>
